นอกจากความเชื่อส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไป ความแตกต่างในปูมหลังที่เติบโตมาของแต่ละเจน แต่ละวัย ก็มีผลมากเช่นกัน
.
เพราะเติบโตโดยได้รับผลกระทบจากสงคราม ครอบครัวมักเป็นครอบครัวใหญ่ ลูกเยอะ (เพื่อทดแทนประชากรที่หายไป) พ่อแม่เองก็ไม่สามารถเลี้ยงดูได้อย่างทั่วถึงเพราะต้องทำงานหนักเนื่องจากเศรษฐกิจกำลังฟื้นฟู พวกเขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก ถูกปลูกฝังให้ต้องเคารพระบบอาวุโส เชื่อฟังและทำตามคำสั่งเพราะสะดวกต่อการดูแลของพ่อแม่

.
บวกรวมกับสภาพการเมืองที่เป็นรอยต่อ ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ มุมมองทางการเมืองจึงเป็นไปแบบไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตัวเองมากกว่าจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม
.
ซึ่งอ่านเผินๆ ก็รู้ว่าแตกต่างจากคนรุ่นอื่นๆ แบบสุดขั้ว

.
เพราะเกิดบนรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจึงปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนและเริ่มมีลูกน้อยลง ถึงจะยังได้รับการเลี้ยงดูจากคนรุ่นก่อนจึงมีแนวคิดบางอย่างหลงเหลืออยู่ เช่น ธรรมเนียมปฏิบัติ, ความอดทน, และคุณค่าของเงิน แต่จะลดแนวคิดว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองลง เริ่มมองเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมและตั้งคำถามกับโครงสร้างทางสังคมบ้าง

.
ในทางการเลี้ยงดูพวกเขาได้รับการอุ้มชูมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ เพราะเริ่มมีแนวคิด “เด็กเป็นศูนย์กลาง” ขึ้นมา จึงเติบโตมาอย่างมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ทำงานเป็นทีมได้ดี มีทักษะหลากหลาย รักความก้าวหน้าแต่ก็เชื่อในแนวคิด Work Life Balance มากกว่าการทำงานหนัก และเลือกที่จะเปลี่ยนงานมากกว่าจะอดทนถึงที่สุด


เมื่อมองเห็นโลกในมุมที่กว้าง เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง เห็นสภาพสังคมและความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แตกต่างก็ยิ่งจะเห็นข้อเปรียบเทียบได้ง่ายกว่าคนเจนอื่น กระทั่งความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญก็เกิดขึ้นในระดับโลก บวกรวมกับการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมให้กล้าคิดกล้าพูด (เพราะคนที่เลี้ยงดูคือ Gen X และ Gen Y) หากเจอสิ่งที่ขัดหูขัดตาพวกเขาจะไม่รอที่จะแสดงความเห็น ไม่ใช่แค่เฉพาะการเมือง ซึ่งอาจไม่ใช่วิสัยของคนรุ่นอื่นส่วนใหญ่
ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าลอง Gen เก๋าๆ กับ Gen ใหม่ๆ มายืนอยู่คนละฟากกัน แล้วต้องตัดสินใจร่วมกันใครก็รู้ว่าไม่มีทางลงรอยง่ายๆ ยิ่งเป็นเรื่องศาสนาหรือการเมืองที่ยึดโยงกับความชื่นชอบและประสบการณ์ส่วนตัวก็ยิ่งยาก ต่อให้หาเหตุผลมาถกกันก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป
ไม่มีใครรู้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงแบบไหนและเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เราต่างรู้อย่างแน่นอน คือคนในครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เกี่ยวพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าความเชื่อใดก็ไม่ควรมีค่ากว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว ยังไงขายหัวเราะก็อยากให้ทุกครอบครัวแสดงออกต่อกันด้วยความเคารพทั้งสองฝ่าย แสดงจุดยืนตามกาลเทศะ และอย่าลืมคิดถึงหัวใจของอีกฝ่ายไว้เสมอ
แต่ถ้าอยากกระชับความสัมพันธ์ระหว่างวัย วางใจปฏิทินขายหัวเราะได้เลย ซื้อฝากใครใครก็รัก ดวงดีอารมณ์ดีกันทั้งปีทั้งครอบครัวจ้า
.
สั่งจองได้ที่ https://bit.ly/3f3hvvH นะ
.
คริ